โชว์ทำโชว์งาน

วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ราชวงศ์ตามพรลิงค์กับการพัฒนารัฐนครศรีธรรมราช

ราชวงศ์ตามพรลิงค์กับการพัฒนารัฐนครศรีธรรมราช
พุทธศตวรรษที่ 11 – 16


พระครูวรวิริยคุณ (ปราโมทย์ ปสุโต) เจ้าอาวาสวัดท้าวโคตร

บทนำ
นครศรีธรรมราชเป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศาสนาและการค้ามาตั้งสมัยโบราณมากที่สุดเมืองหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นเมืองนี้จึงเป็นศูนย์กลางการติดต่อระหว่างอินเดียและตะวันออกกลางกับอินโดจีน ตลอดไปถึงประเทศจีน
จากความเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ จึงทำให้ชนชาติที่ผ่านดินแดนแห่งนี้ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้เป็นหลักฐาน จึงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1,800 ปีมาแล้ว หลักฐานที่ได้กล่าวถึงนี้ เฉพาะชื่อเมืองที่ได้ปรากฏชื่อที่ต่างกันหลายชื่ออันได้แก่ ตมฺพลิงฺคมฺ(ตัมพะลิงคัม) ตันมาลิง ตามพรลิงค์ ตมะลิงคาม กรุงศรีธรรมาโศก ศรีธรรมราช สิริธรรมนคร โลแค็ก ปาฏลีบุตร ลิงกอร์ ลิกอร์ ละคร และนครศรีธรรมราช เป็นต้น
เมืองนครศรีธรรมราชโบราณได้ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีและเอกสารอื่นๆ ที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ยืนยันได้ว่านครศรีธรรมราชมีกำเนิดมาแล้วตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 7 มาแล้ว เมืองโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่บนสันทรายเก่าที่เรียกว่า หาดทรายแก้ว หาดทรายนี้ได้เกิดขึ้นจากการกระทำของคลื่นลมจากทะเลเมื่อหลายพันปีที่ผ่านมา มีความยาวไปตามทิศเหนือใต้ ประมาณ 100 กิโลเมตร จากอำเภอขนอมถึงอำเภอชะอวด และอำเภอเชียรใหญ่ สันทรายอันเป็นที่ดอนน้ำไม่ท่วม จึงกลายเป็นที่ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยหรือเป็นชุมชนเมืองมาแต่โบราณกาล และที่ราบลุ่มระหว่างสันทรายก็จะกลายเป็นที่ทำนาเพาะปลูกอย่างดีอันเป็นรากเหง้าของอารยธรรมแห่งเมืองนครศรีธรรมราชในเวลาต่อมา
ชาวพื้นเมืองในยุคแรกเชื่อกันว่าน่าจะอาศัยอยู่ที่อำเภอลานสกาต่อมาเมื่อแผ่นดินชายฝั่งทะเลได้งอกออกไป ไม่สะดวกในการติดต่อทำการค้า การเดินเรือทะเล จึงได้อพยพออกไปตั้งบ้านเรือนบนที่ดอนสันทรายชายทะเล อันเป็นเหตุให้เกิดชุมชนเมืองขึ้นบนหาดทรายแก้ว เมื่อพวกอินเดียได้เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกับชนพื้นเมืองและได้นำเอาศาสนา อารยธรรม และเทคโนโลยีเข้ามาเผยแพร่ เมืองตามพรลิงค์จึงได้มีกำเนิดขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 - 8 ในฐานะเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของดินแดนสุวรรณภูมิ ตามที่ปรากฏในคัมภีร์บาลีมหานิทเทศ
รัฐตามพรลิงค์ได้ถือกำเนิดขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 - 12 และได้เจริญรุ่งเรืองกลายเป็นนครรัฐ ซึ่งปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์ตามพรลิงค์ กษัตริย์ในราชวงศ์นี้ทรงยอมรับนับถือและส่งเสริมศาสนาพราหมณ์เป็นสำคัญ จึงขนานนามเมืองตามศาสนาที่ประชาชนเคารพนับถือว่า ตามพรลิงค์ แปลว่า ลิงค์ทองแดง อันหมายถึง พระอิศวรหรือสัญลักษณ์ของพระอิศวร และที่มีชาวอินเดียเข้ามาตั้งถิ่นฐานแต่งงานกับชาวพื้นเมืองจำนวนมาก รัฐตามพรลิงค์เริ่มมีบทบาททางการเมือง การปกครอง และการค้าทางทะเลอย่างกว้างขวาง ในฐานะเมืองท่าใหญ่จึงได้ปรากฏชื่อในจดหมายเหตุจีนเสมอ ซึ่งเรียกรัฐตามพรลิงค์ว่า อาณาจักรตานหลิวเหมยบ้าง ตานหมาลิ่งบ้าง ได้ส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีทางการค้ากับเมืองจีนหลายครั้ง ทางฝ่ายจีนก็ได้ส่งเรือสำเภาติดต่อค้าขายกับรัฐตามพรลิงค์เสมอเช่นกัน

รัฐการค้าตามพรลิงค์
เหตุผลสำคัญที่ทำให้เมืองตามพรลิงค์มีบทบาทสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมมาแต่โบราณ คือ
1. ความอุดมสมบูรณ์ทางสินแร่ เครื่องเทศ ของป่า และรัตนชาตินานาชนิด จึงกลายเป็นศูนย์กลางของการติดต่อค้าขายมาแต่โบราณ สินค้าที่ชาวต่างชาติต้องการมีทั้งประเภทสินค้าที่จำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าที่สำคัญที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ในจดหมายเหตุจีน และบันทึกของชาวอาหรับว่า ที่ชนต่างชาติต้องการจากบริเวณนี้มากเป็นพิเศษ คือ
ประเภทเครื่องเทศ ได้แก่ กระวาน (ลูกเอ็น) ก้านพลู การบูร มะพร้าว แก่นจันทร์ กฤษณา พริกไทย ดีปลี ไม้หอม ยางไม้หอม ขิง ข่า ลูกจันทร์ มหาหิงคุ์ น้ำมันหอม กำยาน และเครื่องเทศหรือเครื่องปรุงอาหาร
ประเภทของมีค่า ได้แก่ หินที่มีค่าหายาก เช่น หินแก้ว ไข่มุก พลอย หินมีลาย สีย้อมผ้า เป็นต้น
ประเภทผลิตผลจากป่าและสัตว์ ได้แก่ งาช้าง เขาสัตว์ หนังสัตว์ สมุนไพร สัตว์ป่า และปลาน้ำจืด เป็นต้น
ประเภทโลหะ ได้แก่ ทองคำ เงิน ดีบุก ตะกั่ว และพลวง เป็นต้น
2. เป็นตำแหน่งที่ตั้งเป็นจุดศูนย์กลางของการเดินเรือนานาชาติ โดยเฉพาะในการเดินทางติดต่อกันระหว่างจีน อินเดีย และประเทศต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งแหลมมาลายูตอนเหนือเป็นจุดศูนย์กลางที่สำคัญที่สุดในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า และการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม เมืองตามพรลิงค์จึงเป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญ มีเศรษฐกิจที่มั่นคงอยู่ตลอดประวัติศาสตร์ทางการค้าไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย อาหรับ และประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ศูนย์กลางความเจริญของรัฐตามพรลิงค์
รัฐตามพรลิงค์ในยุคแรกมีศูนย์กลางความเจริญและชุมชนใหญ่ 3 แห่ง คือ
1. ชุมชนเสาเภา ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของแนวสันทรายชายทะเล คือ อาณาบริเวณที่เป็นเขตอำเภอสิชล มีศูนย์กลางความเจริญอยู่บริเวณตำบลเสาเภาและบริเวณใกล้เคียง คือ เป็นชุมชนที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่มคลองท่าเรือรี คลองท่าทน มีซากเทวสถานที่มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-14 และหลังจากนั้นอยู่กระจายอย่างหนาแน่น และนอกจากที่ตำบลเสาเภาแล้วในตำบลสิชล ตำบลฉลองก็มีมากไม่แพ้กัน แต่โบราณสถานที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ เทวาลัยบนเขาคา
2. ชุมชนโมคลาน ตั้งถัดมาทางใต้ในเขตท้องที่อำเภอท่าศาลามีคลองโมคลาน(คลองปากพยิง) เป็นคลองสำคัญประจำชุมชน ที่เรือสำเภาขนาดใหญ่สามารถเล่นเข้าไปได้สะดวก วัดโมคลาน ตำบลโมคลาน เป็นศูนย์กลางที่สำคัญเก่าแก่ที่สุด ชุมชนแห่งนี้มีพื้นที่ทำนาเพาะปลูกอันอุดมสมบูรณ์กระจายไปถึงตำบลไทรบุรี ตำบลทราย และตำบลอื่นๆ จึงเป็นเหตุให้ได้พบกับโบราณสถาน โบราณวัตถุ เช่น ซากเทวาลัย ชิ้นส่วนของพระพุทธรูป เทวรูป ศิวลึงค์ เป็นต้น ซึ่งมีอายุมาตั้งแต่สมัยตามพรลิงค์ถึงสมัยลพบุรีกระจายอยู่ทั่วไปทุกตำบล ตลอดจนกลองมโหระทึกรุ่นเก่าที่ได้พบในเขตนี้ด้วย
3. ชุมชนท่าเรือ ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของแนวสันทรายชายทะเลอ่าวไทย คือ อาณาบริเวณที่เป็นอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชเนื่องจากเป็นพื้นที่มีชัยภูมิที่เหมาะสม คือ มีคลองท่าเรือเป็นคลองสายหลักประจำชุมชน เรือสำเภาสามารถแล่นเข้าไปได้สะดวกถึงสันทรายที่ตั้งชุมชน และสามารถแล่นผ่านเข้าไปถึงเขตใน คือ อำเภอลานสกาอีกทั้งบริเวณโดยรอบเป็นที่ราบลุ่มทำนาเพาะปลูกจำนวนมากหรือมีมากกว่าชุมชนอื่น เพราะมีพื้นที่ราบชายฝั่งกว้างใหญ่กว่า 2 แห่งแรกมาก และมีคลองไหลผ่านหลายสาย เช่น คลองท่าแพ (คลองปากพูน) คลองปากพญา(คลองท่าวัง) คลองปากนคร(คลองท่าเรือ) เป็นต้น จึงเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์มาก ศูนย์กลางชุมชนเริ่มแรกอยู่บริเวณบ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ และโบราณสถานที่สำคัญที่สุดน่าจะอยู่ที่วัดโพธิ์ (ร้าง) ต่อมาจึงได้ขยับขึ้นไปทางเหนือเล็กน้อย มาตั้งเมืองใหม่เรียกว่าเมืองพระเวียง เป็นเมืองชนิดมีกำแพงและ คูเมืองอย่างมั่นคงแข็งแรง

กษัตริย์ในราชวงศ์ตามพรลิงค์
กษัตริย์ในราชวงศ์ตามพรลิงค์ทรงใช้ปรัชญาความคิดทางจิตวิญญาณอันเป็นหัวใจสำหรับการทรงให้เหตุผลสนับสนุนหรือพิสูจน์พระองค์เอง และทรงใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งให้อำนาจแห่งความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ที่สำคัญ 2 ประการ คือ
ประการแรก ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการที่ทรงเป็นพระศิวะหรือพระอิศวรแห่ง ตามพรลิงค์ อันเป็นปรัชญาความคิดเกี่ยวกับเทพ-กษัตริย์ (God-King) กษัตริย์ทรงได้รับการเคารพเชื่อถือว่าทรงเป็นอวตารปางหนึ่งของพระศิวะ และปรัชญาความคิดเกี่ยวกับเทพ - กษัตริย์ในองค์เดียวกันอันเป็นศูนย์กลางสัจธรรมทั้งมวลของวิถีชีวิตในรัฐตามพรลิงค์
ประการที่สอง ปรัชญาความคิดของศาสนาพราหมณ์เกี่ยวกับจักรวาลวิทยาของโลก (World Cosmology) อันเป็นสถานที่ซึ่งภูขาอันลี้ลับเป็นที่สถิตของเหล่าเทพเจ้า และตั้งอยู่จุดกึ่งกลางของจักรวาล ภูเขาแห่งนี้อันเป็นจุดบรรจบของพื้นโลกกับสวรรค์

การปกครองของราชวงศ์ตามพรลิงค์
การปกครองของราชวงศ์ตามพรลิงค์ ศิลาจารึกหลักที่ 28 (ศิลาจารึกวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร) ได้แสดงให้เห็นว่า ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-12 ผู้ปกครองรัฐตามพรลิงค์ได้รับการสถาปนาจากคณะพราหมณ์ของคณะพระอคัสตยะให้กลายเป็นพระศิวะหรือพระอิศวรแห่ง ตามพรลิงค์จึงเป็นการชี้ให้เห็นว่า เทพ - กษัตริย์ของรัฐตามพรลิงค์ทรงเป็นผู้นำทางการปกครองและผู้นำทางศาสนาของศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย
รัฐตามพรลิงค์มีศูนย์กลางของรัฐตั้งอยู่บนสันทรายเก่าหรือหาดทรายแก้วเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเมืองที่เทพ - กษัตริย์ประทับอยู่จึงเป็นเมืองที่มีฐานะเป็นตีรถะ(สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะไปแสวงบุญหรือประตูสวรรค์กับพื้นโลกหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังอำนาจและความบริสุทธิ์) ที่สำคัญของศาสนาพรหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย จึงมีเทวาลัย (สถานที่ประทับของ เทพเจ้า) ที่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่หนาแน่นบนสันทรายเก่าหรือหาดทรายแก้ว เมืองตามพรลิงค์จึงมีมัณฑละหรือแผนผังของจักรวาลตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก จึงชี้ให้เห็นว่าที่ตั้งเมืองนี้มีสภาพภูมิประเทศที่ศักดิ์สิทธิ์กว่าบริเวณอื่นๆภายในรัฐตามพรลิงค์แห่งนี้
การรวมกลุ่มของมัณฑละเล็กๆ เป็นมัณฑละใหญ่เป็นระบบการปกครองของราชวงศ์ตามพรลิงค์โดยการกระจายอำนาจเทพ - กษัตริย์ของรัฐตามพรลิงค์ลงมาสู่ผู้ปกครองที่เป็นศูนย์กลางของมัณฑละแต่ละกลุ่ม หัวหน้าผู้ปกครองมัณฑละเหล่านั้นจะกระจายอำนาจนั้นลงไป สู่มัณฑละเล็กๆที่อยู่รายรอบศูนย์กลางของกลุ่มอีกทอดหนึ่ง และหัวหน้าผู้ปกครองของมัณฑละเล็กๆ แต่ละแห่งกระจายอำนาจนั้นไปสู่ชุมชนที่อยู่รายรอบมัณฑละนั้น เช่น กลุ่มมัณฑละบนหาดทรายแก้ว อำเภอเมือง กลุ่มมัณฑละคลองท้อน (หุบเขาช่องคอย) อำเภอจุฬาภรณ์ กลุ่มมัณฑละบ้านโมคลาน (วัดโมคลาน) อำเภอท่าศาลา กลุ่มมัณฑละคลองกลาย (บ้านทุ่งพัน) อำเภอท่าศาลา กลุ่มมัณฑละคลองท่าทน (เขาคา) อำเภอสิชล กลุ่มมัณฑละคลองท่าควาย (บ้านท่าควาย) อำเภอสิชล กลุ่มมัณฑละคลองท่าเรือรี(วัดนาขอม)(ร้าง) อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มมัณฑละ แม่น้ำตาปี (เขาศรีวิชัย) อำเภอพุนพิน กลุ่มมัณฑละคลองท่าชนะ (วัดพระพิฆเณศวรว์)(ร้าง) อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฏร์ธานี กลุมมัณฑละทะเลสาบสงขลา (เขาคูหา) อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา และกลุ่มมัณฑละแม่น้ำตะกั่วป่า (เกาะคอเขา) อำเภอคุระบุรี และอำเภอตะกั่วป่าจังหวัดพังงา

อาณาเขตของรัฐตามพรลิงค์
การสถาปนารัฐตามพรลิงค์ลงบนหาดทรายแก้วอันเป็นรัฐแห่งศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-16 โดยใช้มัณฑละบนหาดทรายแก้ว (ปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งมณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง) เป็นศูนย์กลางแห่งรัฐที่ใช้ในการปกครองของราชวงศ์ตามพรลิงค์ รัฐตามพรลิงค์มีอาณาเขตกว้างไกล อาณาเขตด้านทิศเหนือมีมัณฑละอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีอาณาเขตเพียงแค่เทวาลัยในวัดประเดิม (วัดสุทธาวาสธาราม) อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ทางด้านทิศใต้มีระบบมัณฑละอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีอาณาเขตบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา ทางด้านทิศตะวันตกมีระบบมัณฑละอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีอาณาเขตจนถึงเทวาลัยในเกาะคอเขา อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา
เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 16 และต้นพุทธศตวรรษที่ 17 ศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกายในรัฐตามพรลิงค์ได้ค่อยๆ ร่วงโรยลง ในขณะเดียวกันที่พระพุทธศาสนา ลัทธิลังกาวงศ์ได้ค่อยๆ มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์จึงได้ค่อยๆ เข้ามาแทนความสำคัญของศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นไปอย่างผสมกลมกลืนในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องยาวนานที่ปราศจากความขัดแย้ง ในขณะเดียวกันพระพุทธศาสนา ลัทธิลังกาวงศ์ได้สถาปนาขึ้นบนหาดทรายแก้วในประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18 โดยได้ใช้ศูนย์กลางแห่งรัฐทางด้านทิศใต้ของเทวาลัย (พระพุทธบาทจำลอง) ณ วัดพระเดิม (ร้าง) เพียงเล็กน้อย ศูนย์กลางแห่งรัฐพระพุทธศาสนา ลัทธิลังกาวงศ์อยู่ที่องค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อราชวงศ์ตามพรลิงค์คลี่คลายลง จึงได้มีการสือต่อโดยราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช และเป็นรัฐนครศรีธรรมราชในเวลาต่อมา

สรุป
นครศรีธรรมราชเป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสนา โบราณคดี ศาสนาและการค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นศูนย์กลางการติดต่อระหว่างอินเดีย อินโดจีน ตะวันออกกลาง และจีน เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1,500 ปีมาแล้ว ดังที่ปรากฏชื่อเมืองตามหลักฐานต่างๆ เช่น ตมฺพลิงคมฺ ตันมาลิง ตามพรลิงค์ เป็นต้น
เมืองนครศรีธรรมราชได้กำเนิดมาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 7 มาแล้ว เมืองนี้ตั้งอยู่บนสันทรายเก่าหรือหาดทรายแก้ว อันมีความยาวไปตามทิศเหนือใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร สันทรายจึงเป็นที่ตั้งบ้านเรือนเป็นชุมชนเมืองมาแต่โบราณ ชาวพื้นเมืองในยุคแรกน่าจะอาศัยอยู่ที่อำเภอลานสกาต่อมาได้อพยพมาอาศัยอยู่บนหาดทรายแก้ว และมีการติดต่อค้าขายกับอินเดีย พวกอินเดียจึงนำเอาศาสนา วัฒนธรรม และเทคโนโลยีเข้ามาเผยแพร่ เมืองตามพรลิงค์จึงได้เกิดขึ้นและมีความเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นนครรัฐหรือรัฐตามพรลิงค์ มีการปกครองโดยกษัตริย์ในราชวงศ์ตามพรลิงค์ รัฐตามพรลิงค์จึงมีบทบาททางการเมือง การปกครอง และการค้าทางทะเลอย่างกว้างขวาง และเป็นเมืองท่าใหญ่และสำคัญอีกเมืองหนึ่ง
เมืองตามพรลิงค์มีความเจริญรุ่งเรืองและมีบทบาทสำคัญในทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมมาแต่โบราณ 2 ประการ คือ ความอุดมสมบูรณ์ทางสินแร่ เครื่องเทศของป่า รัตนชาตินานาชนิดและเป็นจุดศูนย์กลางของการเดินเรือนานาชาติ การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
รัฐตามพรลิงค์ในยุคแรกมีศูนย์กลางความเจริญและชุมชนใหญ่ 3 แห่ง คือ ชุมชนเสาเภาและบริเวณใกล้เคียง ตำบลเสาเภา ตำบลสิชล และอำเภอท่าศาลา ตำบลฉลอง อำเภอสิชล ชุมชนโมคลาน วัดโมคลานเป็นศูนย์กลางชุมชน และชุมชนท่าเรือ บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
กษัตริย์ในราชวงศ์ตามพรลิงค์ทรงใช้ปรัชญาความคิดทางจิตวิญญาณเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการเป็นกษัตริย์ 2 ประการ คือ แนวคิดเกี่ยวกับเทพ – กษัตริย์ (God – King) ในองค์เดียวกันอันเป็นอวตารปางหนึ่งของพระศิวะ และแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลวิทยาของโลก (World Cosmology) สถานที่สถิตของเทพเจ้าอันเป็นจุดจบพื้นโลกกับสวรรค์
ราชวงศ์ตามพรลิงค์ได้สถาปนารัฐตามพรลิงค์ลงบนหาดทรายแก้วเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 – 16 การปกครองของราชวงศ์นี้ ปกครองด้วยระบบจักรวาลวิทยาของโลก ศูนย์กลางการปกครองตั้งอยู่บนหาดทรายแก้ว กษัตริย์ผู้ปกครองเป็นทั้งเทพทั้งกษัตริย์ในองค์เดียวกัน เมืองตามพรลิงค์จึงมีฐานะเป็นตีรถะ มีเทวาลัย และมัณฑละบนหาดทรายแก้ว ซึ่งเป็นลักษณะของสภาพภูมิประเทศที่ศักดิ์สิทธิ์ มีการปกครองด้วยระบบมัณฑละแบบกระจายอำนาจจากเทพ–กษัตริย์สู่ผู้ปกครองที่ศูนย์กลางมัณฑละแต่ละกลุ่ม หัวหน้าผู้ปกครองมัณฑละสู่มัณฑละเล็กๆ สู่ชุมชนที่อยู่สายรอบมัณฑละนั้น เช่น มัณฑละบนหาดทรายแก้วมัณฑละคลองท้อน เป็นต้น รัฐตามพรลิงค์มีอาณาเขตทิศเหนือจดเทวาลัยวัดประเดิม ทิศใต้มัณฑละลุ่มทะเลสาบสงขลา ทิศตะวันตกจดเทวาลัยเกาะคอเขา เมื่อราชวงศ์ตามพรลิงค์คลี่คลายลง จึงมีการสืบต่อโดยราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชและเป็นรัฐนครศรธรรมราชในเวลาต่อมา
พุทธสุภาษิต
อกตํ ทุกฺกตํ เสยฺโย ปจฺฉา ตปฺปติ ทุกฺกตํ
กตญฺจ สุกตํ เสยฺโย ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ
กรรมชั่วไม่ทำเสียดีกว่า, (เพราะ) กรรมชั่ว ย่อมเผาผลาญในภายหลัง,
ส่วนบุคคลทำกรรมใดแล้ว ไม่ตามเดือดร้อน, กรรมนั้นเป็นกรรมดีอันบุคคลทำแล้ว
ดีกว่า

พระบรมธาตุตำนานแห่งสวรรค์ชั้นฟ้า

พระบรมธาตุตำนานแห่งสวรรค์ชั้นฟ้า


พระครูวรวิริยคุณ (ปราโมทย์ ปสุโต) เจ้าอาวาสวัดท้าวโคตร

บทนำ
พระบรมธาตุเจดีย์เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนครศรีธรรมราชที่รู้จักกันในทุกภาคของประเทศไทย และต่างประเทศ มีเรื่องเล่ากันว่าเดิมทีรูปทรงของพระบรมธาตุเจดีย์องค์นี้ สร้างตามคติความเชื่อของพระพุทธศาสนามหายาน ในสมัยศรีวิชัยประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ จึงเป็นแบบสถาปัตยกรรมศรีวิชัย รูปแบบจึงคล้ายคลึงกันกับพระบรมธาตุไชยา ครั้นถึงสมัย ศรีธรรมาโศกหรือสมัยนครศรีธรรมราช ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ พระพุทธศาสนาหินยานเจริญรุ่งเรืองมากในลังกาและได้เผยแผ่มาถึงเมืองนครศรีธรรมราช โดยการนำของภิกษุชาวนครศรีธรรมราชและภิกษุชาวลังกา ระยะเวลานั้นพระบรมธาตุเจดีย์กำลังทรุดโทรมมาก ภิกษุชาวลังกาและภิกษุชาวนครศรีธรรมราชช่วยกันซ่อมพระบรมธาตุเจดีย์ให้เป็นไปตามแบบสถาปัตยกรรมลังกา โดยการอุปถัมภ์ของกษัตริย์ศรีธรรมาโศกราชทรงให้ก่อสถูปแบบลังกาครอบเจดีย์องค์เดิม (พระปราโมทย์ กลิ่นละมัย ๒๕๔๙ : ๑๔๑)
ตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณเชื่อกันว่าภายในองค์พระบรมธาตุเจดีย์ คือที่ฐานขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ มีสระกว้าง ๘ วา ยาว ๘ วา ลึก ๕ วา รองด้วยหินใหญ่ ข้างๆ ก่อยึดด้วยปูนเพชรปูนขาว ผสมน้ำอ้อยทุกด้าน ภายในสระมีสระเล็กอีกสระหนึ่ง สระเล็กนี้หล่อด้วยปูนเพชรขนาดกว้าง ๒ วา ยาว ๒ วา ลึก ๒ วา สระนี้บรรจุพิษของพญานาคอยู่ทั้งสระ ภายในสระมีขันทองลอยอยู่ ภายในขันทองบรรจุผอบทองซึ่งมีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ประดิษฐานที่มุมสระทั้งสี่มุม ทุกมุมมีทองคำหนักตุ่มละ ๓๘ คนหามวางอยู่มุมละตุ่ม (วิเชียร ณ นคร ๒๕๒๑ : ๔๔๘)
ในปัจจุบันนี้พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชเป็นรูปทรงโอคว่ำหรือระฆังคว่ำ โดยปากของระฆังนั้นติดกับพื้นกำแพงแก้ว ที่มุมกำแพงแก้วมีเจดีย์พระบรมธาตุจำลองทั้ง ๔ มุม มีสิ่งที่น่าสนใจภายในวิหารพระม้าหรือวิหารพระทรงม้าหรือวิหารพระมหาภิเนษกรม วิหารนี้ตั้งอยู่ติดกับพระบรมธาตุเจดีย์ทางด้านทิศเหนือ เป็นวิหารที่มีหลังคาเดียวกันกับวิหารเขียน แต่มีผนังกั้นอยู่จึงแยกออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนหนึ่งเป็นวิหารพระม้าและอีกส่วนหนึ่งเป็นวิหารพระเขียน แต่เดิมวิหารทั้ง ๒ หลังนี้มีประตูวงโค้งสามารถเดินทะลุกันได้ ต่อมาวิหารเขียนใช้เป็นพิพิธภัณฑ์จึงปิดประตูที่เป็นผนัง (พระปราโมทย์ กลิ่นละมัย ๒๕๔๙ : ๑๕๖)
ตามตำนานเล่ากันว่า พลิติ และพลิมุ่ยเป็นเศรษฐีชาวลังกาเป็นผู้สร้างวิหารพระม้าหลังนี้ ตามพระบรมราชโองการของพระเจ้ากรุงลังกาที่มีพระบัญชาให้เศรษฐีทั้ง ๒ คนมาช่วยสร้าง พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช เมื่อเศรษฐีทั้งสองเดินทางมาถึงปรากฏว่าพระบรมธาตุเจดีย์สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้วยแรงศรัทธาของเศรษฐีทั้งสองจึงได้ก่อสร้างวิหารพระม้าแทน แต่ในขณะเดียวกันนั้นบุตรเศรษฐีทั้ง ๒ คนชื่อมด และหมู เกิดการทะเลาะฆ่ากันตายด้วยเรื่องไก่ชน เศรษฐีเศร้าสลดใจมาก จึงนำเอาอัฐิของบุตรมาตำเคล้าเข้ากับปูนแล้วปั้นเป็นรูปพระสิทธัตถะ พระนางพิมพา พระราหุล นายฉันนะ ม้ากัณฑกะ เทวดา มาร พรหม โดยอาศัยตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกบรรพชาหรือเสด็จออกมหาภิเนษกรม และปั้นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ ปั้นพระสารีบุตร และพระโมคคัลนะที่ผนังตรงข้ามบันได
ภายในวิหารพระม้าประกอบด้วยตรงกลางวิหารมีบันได ๒๒ ขั้น ทอดเป็นทางขึ้นสู่ลานประทักษิณรอบๆองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ที่เชิงบันไดทั้งสองข้างด้านซ้ายและด้านขวามีปูนปั้นของหัวพญานาค ๗ หัว ๑ คู่ มีชื่อว่า ท้าวธตรฐ และยักษ์ ๒ ตนที่มีชื่อว่า ท้าวกุเวรหรือท้าวเวส สุวรรณ ผนังบันไดด้านนอกทั้งสองข้างมีรูปปูนปั้นตอนพระพุทธเจ้าเสด็จออกบรรพชา ผนังบันไดด้านในทั้งสองข้างมีปูนปั้นรูปสิงห์ สีแดง สีเหลือง สีดำ จำนวน ๓ คู่ ที่ผนังตรงข้ามบันไดมีปูนปั้นรูปพระพุทธเจ้าทรงแสดงปางห้ามญาติ พระสารีบุตรและพระโมคคัลนะ ที่ผนังทางด้านทิศใต้ติดกับองค์พระบรมธาตุเจดีย์มีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยทั้งสองข้าง ทางด้านซ้ายตอนบนมีพระพุทธบาทจำลอง ด้านขวามีรูปพระหลักเมือง ที่บนผนังตรงหัวบันไดด้านซ้ายและด้านขวามีปูนปั้นของพญาครุฑ ๑ คู่ ที่มีชื่อว่า ท้าววิรุฬหก และท้าววิรูปักษ์ ที่ปลายบันไดทางด้านซ้ายและทางด้านขวาทางขึ้นไปลานประทักษิณมีปูนปั้น ๒ องค์ มีชื่อว่า ท้าวจตุคาม (ท้าวขัตุคาม) ท้าวรามเทพ และที่บานประตูทั้ง ๒ บานตรงลานประทักษิณ มีภาพสลักรูปพระพรหมและรูปพระนารายณ์ ซึ่งสลักขึ้นมาใหม่ เพื่อแทนบานประตูเดิมที่สลักเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ถูกไฟไหม้ไปแล้ว (ปรีชา นุ่นสุข ๒๕๒๑ : ๔๕๑)
ภายในวิหารนี้เศรษฐีได้จำลองสถานที่ให้เป็นเสมือนสวรรค์ชั้นที่ ๑ คือ ชั้นจตุมหาราชิก ตามคติความเชื่อของพราหมณ์ว่าเขาพระสุเมรุเป็นภูเขาหลังคาโลก และตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของโลกหรือจักรวาล พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชก็เช่นเดียวกันถูกสมมติให้เป็นเสาหลักของโลกและเป็นศูนย์ของพระพุทธศาสนา ซึ่งภายในวิหารพระม้านี้เป็นที่ประทับของท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ มีท้าวธตรฐ ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ และสิงห์สีแดง สีเหลือง สีดำ ๓ คู่ ซึ่งเป็นสัตว์หิมพานต์ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากคติความเชื่อของพราหมณ์มาตั้งแต่สมัยโบราณประมาณ ๔,๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาลมาแล้ว
ตามตำนานคติความเชื่อของพราหมณ์ถือว่า เขาพระสุเมรุ เป็นภูเขาหลักของโลก ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของโลกหรือจักวาล พระอิศวร เทพผู้เป็นใหญ่ได้สร้างน้ำด้วยพระเสโท (เหงื่อ) สร้างแผ่นดินด้วยเมโท (ไคล) และทรงใช้พระจุฑามณี (ปิ่นปักผม) ปักลงใจกลางพื้นพิภพบันดาลเกิดเป็นเขาพระสุเมรุ แล้วนำพระสังวาลมาสร้างเป็นทิวเขารอบเขาพระสุเมรุอีก ๗ แห่งเรียกว่า สัตบริภัณฑคีรี เป็นที่อาศัยของทวยเทพทั้งหลาย โดยเขาพระสุเมรุสูงจากพื้นน้ำ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ใต้เขามีเขา ๓ ลูกรองรับเป็นฐานเรียกว่า ตรีกูฏ มีภูเขาล้อมลูก ๗ ทิวเรียกว่า สัตบริภัณฑคีรี คือ ทิวเขายุคนธร กรวิก อิสินธร สุทัศ เนมินธร วินตก และอัสกัณ เป็นที่สถิตของเทวดาชื่อ ท้าว จตุมหาราช และบริวารเรียกว่า จักรวาล ภายในจักรวาลมีภูเขาชื่อว่า หิมวา หรือหิมาลัย เรียงติดกันเป็นเทือกเขา ประกอบด้วยพระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาวดึงส์ อุสุรภิภพ อเวจีนรก และมหาทวีปทั้งสี่ คือ ชมพูทวีป อมรโคยาน ปุพพวิเทห และอุตรกุระ แต่ละทวีปมีทวีปใหญ่น้อยเป็นบริวารอีก ๒,๐๐๐ ในทิศทั้งสี่ของจักรวาลมีมหาสมุทรทั้งสี่อันมีน้ำเต็มอยู่เป็นนิจ เหนือเขาพระสุเมรุ มีไพชยนต์ปราสาทตั้งอยู่กลางสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ตรัยตรึงศ์) และสวรรค์ชั้นที่ ๑ ของฉกามาพจร (สวรรค์ที่เกี่ยวข้องกับความรัก) ในชั้นนี้ประกอบด้วย ดังนี้
๑. จตุมหาราชิก เป็นที่อยู่ของท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ มีท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณ รักษาทิศอุดร มียักษ์เป็นบริวาร ท้าวธตรฐ รักษาทิศบูรพา มีคนธรรพ์เป็นบริวาร ท้าววิรุฬหก รักษาทิศทักษิณ มีกุมภัณฑ์ (อสูรจำพวกหนึ่ง) เป็นบริวาร และท้าววิรูปักษ์ รักษาทิศประจิม มีฝูงนาคเป็นบริวาร
๒. ดาวดึงส์ มีวิมานบนเขาพระสุเมรุ มีพระอินทร์เป็นใหญ่
๓. ยามะ หรือยามา มีท้าวสยามเทวราชปกครอง
๔. ดุสิต มีท้าวสันดุสิตปกครองอยู่ กล่าวกันว่าสวรรค์ชั้นนี้เป็นแหล่งกำเนิดของพระโพธิสัตว์
๕. นิมมานรดี มีท้าวสุนิมมิตปกครอง
๖. ปรนิมมิตวสวัตดี มีท้าวสวัตดีมารปกครอง โดยสวรรค์ชั้นนี้มีป่าหิมพานต์ ๗ แห่ง ได้แก่ สระอโนดาต มันทากินี กุณาล สหัปปดาต กัณมุณฑ์ รดาการ ฉัททันต์ ซึ่งที่เคยได้ยินกันบ่อยคือ สระอโนดาต มีภูเขาล้อมรอบ ๔ ลูก เต็มไปด้วยแก้ว เงิน ทอง และพรรณไม้หอมนานาชนิด และเป็นที่ประทับของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ส่วนทิศตะวันออกของเขาพระสุเมรุเป็นป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์หิมพานต์ (พงษ์พรรณ บุญเลิศ ๒๕๕๑ : ๔)
ป่าหิมพานต์เป็นดินแดนที่กล่าวกันว่าอยู่ในบริเวณเชิงเขาพระสุเมรุ ในป่าหิมพานต์นอกเหนือจากพันธุ์ไม้หอมนานาชนิดแล้ว ในพื้นป่าอันอุดมสมบูรณ์ยังเป็นที่อาศัยของสัตว์แปลกมากมาย ทั้งสัตว์กึ่งเทพ สัตว์กายสิทธิ์ที่เรียกกันว่า สัตว์หิมพานต์
สัตว์หิมพานต์ที่ปรากฏในช่วงเริ่มแรกอาจมีอยู่เพียงไม่กี่ชนิดที่มีให้เห็น เช่น ครุฑ ราชสีห์ ช้างตระกูลต่างๆ นาค หงส์ นกเทศ กินนร กินรี เป็นต้น แต่ในสมัยหลังมีเพิ่มชนิดมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามได้มีการจำแนกสัตว์หิมพานต์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ประเภทสัตว์สองเท้า (ทวิบาท) สัตว์สี่เท้า (จตุบาท) และประเภทปลา สัตว์ที่อยู่ในน้ำ
ในกลุ่มสัตว์สี่เท้าเป็นสัตว์ที่อยู่บนบก ส่วนสัตว์สองเท้านั้นเป็นสัตว์ทั้งบนบกและบินได้ จากสามหมวดใหญ่ยังแยกย่อยออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้อีก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสิงห์ เต่า ม้า ปลา รวมไปถึงมนุษย์ และเป็นที่รู้จักกันในกลุ่มนี้ได้แก่คนธรรพ์ ซึ่งเป็นนักดนตรีที่ขับกล่อมเทวดา นางฟ้า กับอีกกลุ่มที่เป็น มักลีผล จากคติธรรมคำสอนและจากเนื้อความที่พรรณนามาในหนังสือไตรภูมิกถา ซึ่งเป็นวรรณกรรมชั้นเอกที่เก่าแก่ในพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงลักษณะของป่าหิมพานต์ สัตว์หิมพานต์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในการถ่ายทอดสร้างสรรค์เป็นงานศิลป์แทนอักษรนับเป็นความสุดยอดของช่างที่ประดิษฐ์จินตนาการ ลักษณะของป่าหิมพานต์ สัตว์หิมพานต์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่มีความหมายความงามและคุณค่าในงานศิลปกรรม ซึ่งสามารถแบ่งสัตว์หิมพานต์ออกได้ ดังนี้
๑. กิเลน แบ่งเป็น กิเลนจีน กิเลนไทย และกิเลนปีก
๒. กวาง แบ่งเป็น มารีศ พานรมฤค และอัปสรสีหะ
๓. สิงห์ แบ่งเป็น บัณฑุราชสีห์ กาฬสีหะ ไกรสรราชสีห์ ติณสีหะ เกสรสิงห์ เหมราช
คชสีห์ ไกรสรจำแลง ไกรสรคาวี ไกรสรนาคา ไกรสรปักษา โลโต พยัคฆ์ไกรสี สางแปรง กสุนไกรสี สิงห์ สิงหคาวี สิงหคักคา สิงหพานร สิงโตจีน สีหรามังกี เทพนรสีห์ ฑิชากรจตุบท โตเทพสิงฆนัด ทักทอ เป็นต้น
๔. ม้า ได้แก่ ดุรงค์ไกสร ดุรงค์ปักษิณ เหมราอัสดร ม้าปัก งายไส สินธพกุญชร สินธนกนธี โตเทพอัสดร อัสดรเหรา อัสดรวิหก
๕. ช้าง แบ่งเป็น เอราวัณ กรินทร์ปักษา วารีกุญชร ช้างเผือก
๖. วัว – ควาย ได้แก่ มังกร วิหก ทรพี - ทรพา
๗. นก ได้แก่ อสูรปักษา อสุรวายุภักษ์ ไก่ นกการเวก ครุฑ หงส์ คชปักษา มยุระคนธรรพ์ มยุระเวนไตย มังกรสกุณี นาคปักษี นาคปักษิณ นกหัสดี นกอินทรีย์ นกเทษศ พยัคฆ์เวนไตย นกสดายุ เสือปีก สกุณเหรา สินธุปักษี สีหสุบรรณ สุบรรณเหรา นกสัมพาที เทพกินนร เทพกินนรี เทพปักษี นกทัณฑิมา
๘. ลิง ได้แก่ กบิลปักษา มัจฉานุ
๙. ปลา ได้แก่ เหมวาริน กุญชรวารี มัจฉานาคา มัจฉวาฬ นางเหงือก ปลาควาย ปลาเสือ ศฤงคมัสยา
๑๐. จระเข้ ได้แก่ กุมภีร์ นิมิต เหรา
๑๑. มนุษย์ แบ่งเป็น คนธรรพ์ มักกะลีผล
นอกจากนั้นเป็นประเภท แรด ปู นาค เป็นต้น (ศิวสาร เมฆสัจจากุล ๒๕๕๑ : ๔)
พระบรมธาตุเจดีย์เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนครศรีธรรมราช รูปทรงของพระบรมธาตุเจดีย์เดิมนั้นเป็นสถาปัตยกรรมศรีวิชัยแบบอย่างไชยา ต่อมาได้ซ่อมพระบรมธาตุเจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมลังกาเป็นทรงโอคว่ำหรือระฆังคว่ำ คนโบราณมีความเชื่อว่าที่ฐานของพระบรมธาตุเจดีย์มีสระน้ำ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าบรรจุผอบทอง ประดิษฐานอยู่ภายใน ขันทองคำซึ่งลอยอยู่ในสระน้ำนั้น
วิหารพระม้าตั้งอยู่ทางทิศเหนือติดกับองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ผู้สร้างวิหารหลังนี้เป็นเศรษฐีชาวลังกาซึ่งเป็นผู้มีศรัทธาอย่างแรงกล้า เมื่อสร้างวิหารสำเร็จแล้วก็ได้ปั้นรูปพระพุทธรูป พระสาวก พระสิทธัตถะ พระนางพิมพา พระราหุล นายฉันนะ เทวดา มาร พรหม ท้าว จตุโลกบาลทั้งสี่ ท้าวจตุคาม (ขัตุคาม) ท้าวรามเทพ และสัตว์หิมพานต์
ภายในวิหารนี้ท่านเศรษฐีได้จำลองให้เป็นสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิก ตามคติความเชื่อของพราหมณ์ว่าเขาพระสุเมรุเป็นภูเขาหลังคาโลก เป็นจุดศูนย์ของจักรวาล พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชก็เป็นเสาหลักของโลก และเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน สวรรค์ชั้นนี้เป็นที่อยู่ของท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ คือ ท้าวธตรฐ ท้าวเวสสุวรรณ ท้าววิรุฬหก และท้าววิรูปักษ์ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาทิศทั้งสี่และพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช
พราหมณ์มีความเชื่อว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้างเขาพระสุเมรุให้เป็นที่สถิตของทวยเทพมีท้าวจตุมหาราชและบริวาร เหนือภูเขาพระสุเมรุเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิก ดาวดึงส์ ยามะ ดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมิตวสวัตดี ส่วนป่าหิมพานต์นั้นตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุด้านทิศตะวันออกที่เต็มไปด้วยพรรณไม้หอมนานาชนิด เป็นพื้นป่าอันอุดมสมบูรณ์เป็นที่อาศัยของสัตว์หิมพานต์
สัตว์หิมพานต์ในช่วงแรกมีไม่กี่ชนิด เช่น ครุฑ ราชสีห์ ช้าง นาค หงส์ นกเทศ กินนร กินนรี เป็นต้น ต่อมาในระยะหลังได้เพิ่มชนิดมากขึ้น เช่น กิเลน กวาง สิงห์ ม้า ช้าง วัว – ควาย นก ลิง ปลา จระเข้ แรด ปู นาค และมนุษย์ อย่างไรก็ตามสัตว์หิมพานต์จำแนกออกเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ คือ ประเภทสัตว์สองเท้า ประเภทสัตว์สี่เท้า และประเภทปลา

ปีนักษัตรกับความเชื่อของคนเมืองนครศรีธรรมราช

ปีนักษัตรกับความเชื่อของคนเมืองนครศรีธรรมราช

พระครูวรวิริยคุณ (ปราโมทย์ ปสุโต) เจ้าอาวาสวัดท้าวโคตร

คติความเชื่อเรื่องปีนักษัตรอันเป็นชื่อเรียกกรอบเวลา ซึ่งกำหนดให้มี ๑๒ ปี เป็น ๑ รอบ โดยกำหนดให้สัตว์เป็นเครื่องหมายประจำปีนั้นๆ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชคงจะได้รับมาจากจีน แต่ได้ผ่านมาทางเขมรก่อน เนื่องจากในสมัยโบราณศิลปวัฒนธรรมของขอมหรือเขมรโบราณได้เจริญรุ่งเรืองมาก และได้แผ่ปกคลุมแหลมมลายูหรือรัฐนครศรีธรรมราชโบราณ ศิลปวัฒนธรรมของขอมจึงมีอิทธิพลและมีความเกี่ยวข้องกันกับประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราชอยู่หลายเรื่องด้วยกัน ชาวเมืองนครศรีธรรมราชจึงเรียกปีนักษัตรตามภาษาเขมร การนำเอาปีนักษัตรมาใช้เป็นตราแผ่นดินของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชแห่งรัฐนครศรีธรรมราชในครั้งที่พระองค์ทรงสถาปนาเมืองบริวารขึ้น ๑๒ เมือง และมีตราเป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ประจำเมือง เรียกว่า เมืองสิบสองนักษัตร

การกำเนิดปีนักษัตร
การกำเนิดคติโบราณเรื่องปีนักษัตร นักวิชาการมีความเชื่อว่าน่าจะมีแหล่งกำเนิดมา ๒ ทาง คือ
๑. เชื่อว่าต้นกำเนิดมาจากแนวความคิดของพวกกรีก และตุรกี ซึ่งมีความเจริญในหลายด้านมาก่อน แนวความคิดนี้ได้แพร่ไปยังจีนและอินเดีย
๒.เชื่อว่าต้นกำเนิดมาจากนักปราชญ์ชาวจีน ตามหลักฐานของจีนซึ่งเป็นชาติเก่าแก่โบราณและเจริญรุ่งเรืองมาก่อน ชาวจีนจึงรู้จักคิดชื่อปีกับตัวอักษรประกอบชื่อปี ซึ่งได้นำมาใช้ตั้งแต่ต้นพุทธศักราช และมีผู้คิดประดิษฐ์เพิ่มเติมจนมีสัตว์เป็นชื่อประจำปี
อินเดียไม่มีปีสิบสองนักษัตร มีแต่ ๑๒ ราศีหรือจักรราศี อันหมายถึงวงโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ที่สมมติขึ้นทางโหราศาสตร์ประกอบด้วยราศี หรือหมายถึงทางโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวพระเคราะห์ แบ่งออกเป็น ๑๒ ส่วน หรือ ๑๒ ราศี ส่วนในตำราโหราศาสตร์ของจีน ชาวจีนสังเกตพบว่าเหตุการณ์บนโลกมักมีแนวโน้มเป็นไปตามวิถีระบบของวงโคจร ๑๒ ปี และคนเกิดปีเดียวกันมักจะมีอุปนิสัยพื้นฐานบางอย่างคล้ายคลึงกัน เมื่อสิ่งเหล่านี้ได้รับการบันทึกจึงได้ตั้งชื่อเรียกกำกับแต่ละปี โดยใช้สัตว์ที่มีลักษณะเด่นใกล้เคียงกันกับ
คุณสมบัติของคนในแต่ละปีมากที่สุดมาเป็นสัญลักษณ์ ตามกระบวนการคัดสรรตามธรรมชาติที่ทำให้คนแตกต่างกันไป ดังนั้น คนจีนโบราณจึงแบ่งคนออกเป็น ๑๒ กลุ่ม ตามเวลาเกิดโดยใช้หลักสถิติ และใช้สัตว์ที่สัมผัสใกล้ชิดกับคนมากที่สุด ๑๒ ชนิดมาเป็นชื่อปีนักษัตร และใช้เป็นตำราพยากรณ์ทำนายทายทักลักษณะดีชั่วและความสุขทุกข์ของมนุษย์

คติความเชื่อเกี่ยวกับปีสิบสองนักษัตร
ปีชวดมีตราหนูเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองสายบุรี คนจีนถือว่าหนูเป็นสัตว์ตัวแรกที่เริ่มต้นวงจรสิบสองนักษัตร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในสมัยโบราณ สำหรับปีนี้คือ จื่อ แปลว่า เด็กทารก เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการเริ่มต้น ซึ่งบอกให้รู้ถึงการเกิดของวันใหม่เป็นช่วงเวลา ฤกษ์งามยามดี หนูจึงเป็นตัวเงินตัวทอง หนูจะเข้ามาเยี่ยมเฉพาะบ้านที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ หนูจึงเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์นำโชค
ปีฉลูมีตราวัวเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองปัตตานี วัวเป็นสัญลักษณ์แทนการเกษตรกรรม ซึ่งแสดงถึงการมีโชคเกี่ยวกับผลผลิตทางด้านเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ คนเกิดปีวัวจึงเป็นคนซื่อสัตย์ จงรักภักดี มั่นคง แน่วแน่ รักใครแล้วรักจริง ปฏิบัติตนเสมอต้นเสมอปลาย วัวจึงเป็นสัญลักษณ์ของความขยันหมั่นเพียร และมีมานะอดทน
ปีขาลมีตราเสือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองกลันตัน เสือเป็นเจ้าแห่งสัตว์ทั้งปวง มีรูปร่างโดดเด่น มีพลังอันแข็งแกร่ง ดุดัน ก้าวร้าว ทำสงคราม ใช้รูปเสือขับไล่ผีและโรคภัยไข้เจ็บ เทพเจ้าเสือ (เทวดาขี่เสือ) ถือเป็นเทพแห่งความมั่นคง เสือจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคง
ปีเถาะมีตรากระต่ายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองปาหัง กระต่ายบนดวงจันทร์กับคางคกสามขา ถือเป็นสัตว์มีความเป็นอมตะ กระต่ายมีสูตรลับในการปรุงน้ำทิพย์อมฤต อันเป็นยาอายุวัฒนะ ผู้ที่มีความรู้เรื่องยาสมุนไพรและวิธีการรักษาโรค จึงมักจะนำเอากระต่ายมาปรุงเป็นยาอายุวัฒนะ กระต่ายจึงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ
ปีมะโรงมีตรามังกรหรืองูใหญ่เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองไทรบุรี มังกรเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำและอุทกภัย มังกรหรือพญานาค จึงมีความเกี่ยวข้องกันกับการหลั่งของสายฝนจากฟากฟ้า สัญลักษณ์ของพละกำลังแห่งการมีชีวิตอยู่ แห่งอำนาจ และความเจริญมั่นคง มังกรจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์
ปีมะเส็งมีตรางูหรืองูเล็กเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองพัทลุง งูเป็นผู้เฝ้าดูแลทรัพย์สมบัติที่ดี งูเป็นสัญลักษณ์แห่งความลับ ยอกย้อน ซ่อนเงื่อน ผู้ใดฆ่างูที่เข้ามาในบ้านอาจต้องพบกับโชคร้าย เพราะงู คือ ผู้นำโชคลาภก้อนใหญ่มาให้ งูจึงเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำโชคก้อนใหญ่และการรักษาทรัพย์
ปีมะเมียมีตราม้าเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองตรัง ตามแผนภูมิโหราศาสตร์ ม้าอยู่ตำแหน่งที่ตรงข้ามกับหนูพอดี และตามหลักแล้ว หนูจะต้องเป็นฝ่ายผู้ผลิตหรือผู้สร้าง แต่ม้าจะเป็นฝ่ายผู้บริโภค เป็นตัวแทนของตัณหา ความปรารถนา และทะเยอทะยาน ม้าที่แข็งแรงจึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการปกครองที่มั่นคง ปลอดภัย และสงบเรียบร้อย ม้าช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการ แสวงหาประสบการณ์นอกบ้าน
ปีมะแมมีตราแพะหรือแกะเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองชุมพร แพะตามโหราศาสตร์จีนถือเป็นลักษณะสำคัญที่ก่อให้เกิดหลักการแห่งความเป็น “หยิน” (เพศหญิง) ดังนั้น แพะเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์ที่มีความเป็น “เพศสตรีมากที่สุด” ในจำนวนสัตว์ทั้ง ๑๒ ตัว แพะเป็นผู้ตามที่ดีมากกว่าการเป็นผู้นำ แพะเป็นสหายคู่หูกับม้า (หยินกับหยาง) เป็นผู้บริโภคมากกว่าผู้ผลิตที่ดี แพะจึงเป็นสัญลักษณ์ของเพศสตรีและผู้บริโภค
ปีวอกมีตราลิงเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองบันไทยสมอ ลิงมีสัญลักษณ์เป็น “หยาง” (เพศชาย) คู่กับไก่ซึ่งเป็น “หยิน” (เพศหญิง) ลิงมีความสามารถพิเศษหลายอย่างอยู่ในตัว การใช้ลิงให้เกิดประโยชน์มีคุณค่าจริงๆ ก็ต่อเมื่อต้องอยู่ภายใต้การควบคุมจากผู้มีคุณธรรมสูงส่งเท่านั้นที่มีอำนาจบังคับลิงได้ และคนจะต้องเหนือกว่าลิง ลิงจึงเป็นสัญลักษณ์ของเพศชายที่มีความสามรรถพิเศษ
ปีระกามีตราไก่เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองสะอุเลา ไก่มีสัญลักษณ์เป็น “หยิน” (เพศหญิง) แต่ไม่มีลักษณะของความอ่อนแอให้เห็นเลย ไก่จึงเป็นศูนย์รวมการกระทำที่เฉียบขาด และมีพฤติกรรมที่เข้มแข็ง ไก่มีตาสว่างในเวลาค่ำคืน คุณสมบัติในตัวไก่มีทั้งการตัดสินใจแน่วแน่ หยิ่งผยอง เชื่อมั่นในตัวเอง ไก่จึงเป็นสัญลักษณ์ของความตื่นตัวตลอดเวลา
ปีจอมีตราหมาหรือสุนัขเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองตะกั่วถลาง หมาเป็นผู้คุ้มครองและระวังรักษาทรัพย์สมบัติ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดกับม้าและเสือ ซึ่งต่างก็มีคุณสมบัติเป็น “หยาง” (เพศชาย) เต็มตัว หมาเป็นเครื่องหมายที่แสดงความสร้างสรรค์ จึงมีคุณสมบัติผู้ดูแลคุ้มครองป้องกันตัว และหมายถึงความมั่นคงปลอดภัยด้วย หมาจึงเป็นสัญลักษณ์ของเพศชาย เป็นผู้คุ้มครองและรักษาทรัพย์ที่ดี
ปีกุนมีตราหมูหรือสุกรเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองกระบุรี ปีกุนเป็นปีสุดท้ายของระบบวิถีปีสิบสองนักษัตร หมูเป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องหมาย “บ้าน” หมูจึงเป็นสัญลักษณ์เกี่ยวข้องกับการนอนหลับพักผ่อน อันหมายถึง ความสงบ ความสำเร็จ ความพอใจ ในสิ่งที่ทำสำเร็จลงไป

สรุป
คติความเชื่อเกี่ยวกับปีนักษัตรอันเป็นกรอบของเวลา กำหนดให้ ๑๒ ปี เป็น ๑ รอบ และมีสัตว์เป็นเครื่องหมายประจำปี พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชรับมาจากจีนผ่านมาทางเขมรในครั้งที่สถาปนาเมืองขึ้น ๑๒ เมือง จึงใช้ปีนักษัตรเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง เรียกว่า เมืองสิบสองนักษัตร
การกำเนิดปีนักษัตรมีที่มา ๒ ทาง คือ เกิดจากแนวความคิดของกรีกหรือตุรกี และเกิดจากแนวความคิดของนักปราชญ์จีน ตามตำราโหราศาสตร์ของอินเดียไม่มีปีสิบสองนักษัตร มีแต่ ๑๒ ราศี หรือจักรราศี อันเป็นวงโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ ส่วนในตำราโหราศาสตร์ของจีนพบว่าคนจีนโบราณแบ่งคนออก ๑๒ กลุ่ม ตามเวลาเกิดโดยใช้สถิติ และใช้สัตว์ที่มีความใกล้ชิดกับคนมากที่สุด ๑๒ ชนิดมาเป็นชื่อปีนักษัตรไว้ทำนายชีวิตมนุษย์
คนจีนมีความเชื่อเกี่ยวกับปีนักษัตรว่า หนูเป็นสัตว์นำโชค วัวเป็นสัตว์ที่มีความขยันหมั่นเพียร และมีความมานะอดทน เสือเป็นสัตว์ที่มีความแข็งแกร่ง และมั่นคง กระต่ายเป็นสัตว์ที่ความเป็นอมตะ มังกรเป็นสัตว์แห่งความอุดมสมบูรณ์ งูเป็นสัตว์นำโชคและสัตว์รักษาทรัพย์ ม้าเป็นสัตว์บริโภคที่ดี มีความมั่นคง ปลอดภัย และเรียบร้อย แพะเป็นสัตว์เพศสตรีและเป็นผู้ตามที่ดี ลิงเป็นสัตว์ที่มีความสามารถพิเศษ ไก่เป็นสัตว์ที่มีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาและมีความเชื่อมั่นในตัวเอง สุนัขเป็นสัตว์ที่คุ้มครองป้องกันและรักษาทรัพย์สมบัติได้ดี และสุกรเป็นสัตว์ที่บอกถึงการพักผ่อน ความสงบ ความพอใจ และความสำเร็จ